วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

นกสีชมพูสวน

ชื่อ: นกสีชมพูสวน(นกประจำถิ่น)
ชื่อท้องถิ่น: นกแค็ช
ชื่อมลายู: บัตตะรี/ บ.สะบารังบารู อ.ไม้แก่น
ชื่อสามัญ: Scarlet-backed Flowerpecker
ชื่อวิทยาศาสตร์: Dicaeum cruentatum
จำแนกอยู่ในวงศ์: Fammily; Dicaeidae
ลักษณะทั่วไป: ตัวผู้; แถบสีแดงยาวตั้งแต่หน้าฝากถึงตะโพก หางมีสีดำ คอ กลางอกและลำตัวด้านล่างสมีสีขาว ข้างหัว อกตอนบน หลัง มีสีเทาแกมดำ
ตัวเมีย; หัวและลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาล ปีกและหางมีสีดำ ตะโพกและขนคลุมหางมีสีแดง ลำตัวด้านล่างขาวแกมเทา
สถานที่พบ: ป่าโปร่ง ชายป่า สวนผลไม้ และสวนสาธารณะ
มอ.ปัตตานี; พบได้ทั่วไป เช่น สนามเด็กเล่น สวนบริเวณบ้านพัก หอพัก และอาคารเรียน
ช่วงเวลาที่พบ: พบได้ตลอดทั้งปี
นกใกล้เคียงกัน: กินปลีคอสีน้ำตาล (Brown-throated Sunbird)  กินปลีอกเหลือง

นกปรอดหัวโขน

นกปรอดหัวโขน หรือ นกปรอดหัวจุก หรือที่นิยมเรียกกันว่า นกกรงหัวจุก(นกประจำถิ่น)

อังกฤษ: Red-whiskered bulbul;
 พายัพ: นกปิ๊ดจะลิว
ชื่อวิทยาศาสตร์:Pycnonotus jocosus
เป็นนกที่อยู่ในวงศ์นกปรอด (Pycnonotidae) ซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมด 109 ชนิด สำหรับในประเทศไทยพบได้ 36 ชนิดนกปรอดหัวโขนเป็นนกขนาดเล็ก ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 20 เซนติเมตร ที่มีสีสันสวยงามและเสียงร้องไพเราะ ที่แก้มและคอจนถึงหน้าอกจะมีสีขาวและมีสีแดงเป็นเส้นอยู่ข้างหูลงมาถึงหน้าอกเหมือนเป็นเส้นแบ่งขนสีขาวกับสีดำที่มีอยู่ทั่วทั้งตัวขนส่วนหัวจะร่วมกัน เป็นเหมือนหน่อตั้งอยู่บนหัวสูงขึ้นไปเหมือนหัวโขน อันเป็นที่มาของชื่อ ใต้ท้องมีขนสีขาว พบกระจายอยู่ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียใต้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงเอเชียตะวันออกพบได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่ยอดเขาสูง ป่าที่ราบต่ำ จนถึงทุ่งหญ้า ชายป่า และเขตที่ใกล้กับชุมนุมมนุษย์นกปรอดหัวโขน เป็นที่นิยมในแง่ที่เป็นสัตว์เลี้ยง ที่เลี้ยงเพื่อฟังเสียงร้องอันไพเราะ และเพื่อการแข่งขันเสียงร้อง เช่นเดียวกับนกเขาชวา (Geopelia striata) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ติดกับมาเลเซีย คือ นราธิวาสปัตตานียะลา ซึ่งการเลี้ยงนกชนิดนี้เป็นเหมือนหนึ่งในวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่นั่น นกปรอดหัวโขนหากได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง สามารถมีอายุยืนนานได้ถึง 11 ปี และนกตัวใดที่มีเสียงร้องไพเราะและได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดแข่งขัน อาจมีสนนราคาถึงหลักล้านบาทปัจจุบัน นกปรอดหัวโขน เป็นสัตว์ที่มีรายชื่ออยู่ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่มีความพยายามของผู้ที่นิยมเลี้ยงผลักดันให้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งประเด็นนี้มีทั้งผู้ที่เห็นและคัดค้านเนื่องจากจนถึงปัจจุบันนกปรอดหัวโขนที่เลี้ยงไว้เกือบทั้งหมดมาจากการจับจากธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากการเพาะเลี้ยงอย่างที่อ้างกัน ซึ่งการจับนกจากธรรมชาติเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นกชนิดนี้สูญพันธ์ไปจากธรรมชาติในภาคใต้ของประเทศไทย

นกกระจอกบ้าน

ชื่อ:    นกกระจอกบ้าน(นกประจำถิ่น)
ชื่อสามัญ:    Eurasian Tree Sparrow
ชื่อวิทยาศาสตร์:    Passer montanus
จำแนกอยู่ในวงศ์:    Family Passeridae: Sparrows, Weavers, Munias, Wagtails & Pipits
ลักษณะทั่วไป:    ปากดำ หัวน้ำตาลแดงเข้ม แก้มขาวมีแถบดำ คอดำ ลำตัวด้านบนน้ำตาลแดงมีลายดำ ปีกสีน้ำตาลแดงมีแถบแคบๆ สีขาวพาด ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลแกมเทา ในนกวัยอ่อนมีลำตัวสีคล้ำ โคนปากสีอ่อน แถบดำที่แก้มไม่มีหรือเห็นไม่ชัดเจน
สถานที่พบ:    บริเวณป่า พื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนเมือง
ช่วงเวลาที่พบ:    พบได้ตลอดปี
นกใกล้เคียงกัน:  กระติ๊ดขี้หมู (Scaly-breasted Munia)    เด้าลมดง (Forest Wagtail)

นกกระจิ๊ดขั้วโลกเหนือ

กระจิ๊ดขั้วโลกเหนือ(นกอพยพ)


ชื่อวิทยาศาสตร์ / Scientific name Phylloscopus borealis


  นกอพยพเข้ามาในฤดูหนาว หรือนอกฤดูผสมพันธุ์ ไม่เสี่ยงสูญพันธุ์ พบมาก หรือ พบเห็นได้ทั่วไปในถิ่นอาศัยที่เหมาะสม นกกระจิ๊ดขั้วโลกเหนือ Arctic warbler จัดอยู่ในกลุ่มนกกระจิ๊ด ในปัจจุบันข้อมูลทาง taxonomy ของนกกระจิ๊ดยังไม่แน่นอนนักและอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตอันใกล้ 

จุดสำรวจที่ 2 ป่าปกปักฯ ต้นติ้วขาว

ติ้วขาว


ชื่อสมุนไพร ติ้วขาว
ชื่ออื่นๆ ตาว (สตูล) ติ้วส้ม (นครราชสีมา); ติ้วแดง ติ้วยาง ติ้วเลือด (เหนือ) ; แต้วหิน (ลำปาง) ติ้วเหลือง (เหนือ กลาง); ติ้วขน (กลาง และนครราชสีมา); เตา (เลย)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cratoxylum formosum (Jack) Dyer
ชื่อวงศ์ Clusiaceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
             ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 3-12 เมตร อาจสูงได้ถึง 35 เมตร ผลัดใบ โคนต้นมีหนามเรือนยอดเป็นพุ่มกลม ลำต้นมีน้ำยางเหลือง กิ่งก้านเล็กเรียว กิ่งอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป เปลือกสีน้ำตาลแดง แตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกในสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน กว้าง 2.5-4.5 เซนติเมตร ยาว 3-13 เซนติเมตร โคนใบสอบเรียบ ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบโค้งเรียบ ผิวใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีชมพูอ่อนถึงแดง เรียบ เป็นมันวาว ในฤดูหนาวจะเห็นเรือนพุ่มทั้งหมดเป็นสีชมพูอ่อน ใบแก่สีเขียวสด เรียบ เกลี้ยง ผิวใบด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีต่อมกระจายทั่วไปใบแก้สีแดงหรือสีแสด เส้นใบข้าง 7-10 คู่ ซึ่งจะโค้งจรดกันใกล้ขอบใบ ก้านใบยาว 0.6-1.6 เซนติเมตร ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผลใบ กลีบดอกสีขาวอมชมพูอ่อนถึงแดง กลีบดอกบาง มี 5 กลีบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกตามซอกใบ ร่วงง่าย ดอกบานขยายออกราว 1.2 เซนติเมตร มีก้านเรียว เล็ก และกาบเล็กๆที่ฐานกลีบด้านใน เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก สั้น สีเหลือง ก้านเกสรเชื่อมติดกันเป็น 3 กลุ่ม เกสรเพศเมีย มีก้านเกสรตัวเมียสีเขียวอ่อนมี 3 อัน มีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ กลีบเลี้ยง มี 5 กลีบ สีเขียวอ่อนปนแดง ผลแห้ง แตกได้ รูปไข่แกมกระสวย กว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 2 เซนติเมตร ผลมีนวลขาวติดตามผิว เมื่อแก่มีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำ แบบแคปซูล ปลายแหลม ผิวเรียบและแข็ง ขนาด กว้าง 0.4-0.6 เซนติเมตร ยาว 1.3-1.8 เซนติเมตร แตกออกเป็น 3 แฉก มีเมล็ดสีน้ำตาล ที่ฐานมีกลีบเลี้ยงยังคงอยู่ พบตามป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ ออกดอกช่วงเดือน มกราคมถึงพฤษภาคม ยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสด